
คุณค่ะ...คุณนั่นแหละค่ะ




เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง…ท่านพูดเปรียบเปรย “คุณภาพ” ของ “คน” ระหว่าง “คนทำงานทีวี” กับ “คนทำงานหนังสือ” ว่า คนทำงานทีวีเป็นคน “พิเศษ” หรือ Ab Normal ส่วนคนทำงานหนังสือเป็นคน “ธรรมดา”หรือ Normal …พร้อมกันนั้นท่านก็ได้ขยายความถึงความพิเศษของคนทำงานทีวีซะจนยืดยาว พอจับใจความได้ว่า คนทำงานทีวีเป็นคนฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ ทุ่มเท และขยันมากกว่าคนทำงานหนังสือ โดยเฉพาะคนที่เป็น “ครีเอทีฟ”ในมุมมองของผู้ใหญ่ท่านนี้มองว่า เป็นคนที่น่ายกย่อง เพราะต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา…ส่วนคนทำงานหนังสือก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากหมาย ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า…ต่างจากคนทำงานทีวีทุกประการทั้งไม่ฉลาด ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ทุ่มเท และไม่ขยัน…สรุปว่าเป็นคนไม่มีคุณภาพ
****
เราในฐานะคนทำหนังสือ แม้จะอยู่ในวงการนี้มาแค่ 5 ปีแต่ก็มองเห็นอะไรหลายอย่างที่พอจะค้านได้ว่าคนทำหนังสือไม่ใช่คนไม่มีคุณภาพ…หลายท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงพอจะจำกันได้ถึงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ไม่ว่าจะเป็นเหตุลการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหตุการณ์ปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล และเหตุการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย…สื่อหนังสือพิมพ์เป็นสื่อเดียวที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ผู้คนคล้อยตาม หรือ ต่อต้าน…(ไม่เชื่อลองหาโอกาสคุยกับผู้รู้ท่านอื่นดูก็ได้รับรองว่าท่านจะได้คำตอบที่ไม่ต่างจากนี้อย่างแน่นอน)
บางคนอาจจะเถียงอยู่ในใจว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบดู(ทีวี)มากกว่า…
ถ้าคนทำหนังสือเป็นคนไม่มีคุณภาพ…แล้วเหตุใดบนโลกนี้ถึงมีนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักแปล และนักข่าว เก่ง ๆ มากหน้าหลายตา บางคนได้รับการยอมรับถึงระดับโลก มีรางวัลการันตีจากหลากหลายเวที…แน่นอนว่าสื่อทีวีอาจจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความเร็ว สด และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วถึงกว่า…แต่นั่นไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าคนทำทีวีจะเป็นคนคุณภาพเสียหมด
ถ้าท่านตัดสินเช่นนี้…ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับคนสมัยเก่าที่หลงใน “ภาพลักษณ์” มากกว่า “ความจริง” ท่านคัดคนเข้าทำงานเพียงแค่มองว่าเขาหรือเธอจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงหรือไม่…ท่านมองว่าคนนี้ไม่น่าจะเป็นขโมยเพราะบ้านเขารวย…ท่านมองว่าคน ๆ นี้ต้องมีแฟนแล้วเพราะเขาสวย…ทั้งหมดนี้เพราะท่านตัดสินทุกอย่างจากภาพลักษณ์ ไม่ใช่จากความเป็นจริง
ในการทำธุรกิจเรื่องของหัวใจและความรู้สึกลึก ๆ ข้างในนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยพูดถึง
การตัดสินใจด้วยหัวใจโดยให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึก คือ เรื่องต้องห้าม
ความต้องการตัวตนที่แท้จริงถูกซ่อนไว้ลึกจนยากที่จะหยั่งถึง
การไต่ถามสารทุกข์สุขดิบระหว่างเจ้านายกับลูกน้องไม่เคยกินเวลาเกินสามนาที
ส่วนการพูดเรื่องส่วนตัวในเวลาทำงาน คือ ความผิดและการเสียเวลาที่น่าตำหนิ...
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากใจจริงแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในที่ประชุม...
และการร้องให้ในที่ทำงานก็คือเครื่องหมายของความอ่อนหัดและความไม่เป็นมืออาชีพโดยสิ้นเชิง....atom
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสดีได้ร่วมสัมมนากับผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายองค์กรชั้นนำของประเทศ ประเด็นที่เราถกกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด คือเรื่องการพัฒนา “ผู้นำ” ขององค์กรซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่แทบทุกหน่วยงานต่างปวดเศียรเวียนเกล้าเล่าว่ายากหนักหนา
กระนั้นก็ดี แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญแต่ต่างเห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องทำ เพราะองค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันตระหนักถึงความสำคัญของผู้นำต่อความสำเร็จขององค์กร จะรุ่ง หรือจะริ่ง จะวิ่งถึงเส้นชัย หรือไม่ติดแม้รอบแรก จะมีทีมที่พร้อมจะ “แตกต่าง” แต่ไม่ “แตกแยก” หรือ “ตบตี” กันเองเรื่อยไป…ขึ้นกับผู้นำทั้งสิ้น
จากการหารือกับผู้นำกลุ่มนี้ เราสรุปกันได้ว่ามีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาผู้นำ ปัจจัยนี้เป็นได้ทั้งอุปสรรคที่ดักอยู่ เป็นศัตรูตัวฉกาจ หรือเป็นพลังผักดัน เป็นตัวสร้างสรรค์ ส่งให้การพัฒนาผู้นำทำได้ดังใจ ปัจจัยนั้นคืออะไร “ใจ” ผู้นำเองค่ะ
ในการพัฒนาผู้นำ หากเจ้าตัวไม่เอาด้วย ไม่เห็นความสำคัญ มีอัตตาสูง…ฉันไม่เก่งอย่างนี้มีหรือจะอยู่ตรงหัวแถวได้ ทำตนเป็นน้ำเต็มแก้ว รินเพิ่มเท่าไรมีแต่จะล้นเอ่อ หากผู้นำเปิดใจ กระหาย ใคร่รู้ อยากดูว่าคนอื่นเขาทำอย่างไรหนอ เราจะพอเรียนรู้จากเขาได้บ้างไหม มันน่าจะมีวิธีใหม่ๆ ให้ลองบ้าง เรียนรู้ที่จะมองตัวเองแบบขำๆ ยอมรับว่าผิดได้ ผิดเป็นไม่เห็นแปลก
บางครั้งเราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าจากความสำเร็จเสียด้วยซ้ำ
หากผู้นำผ่านด่านแรก โดยพร้อมเปิดใจ พร้อมเปิดมุมมอง ลองเล็งตัวเองจากมุมซ้าย มุมขวาเพื่อหาที่พัฒนา ผู้นำท่านนั้นจึงจะเริ่มมีโอกาสในการสร้างหรือเสริมภาวะผู้นำของตนเอง
อย่าพึงหวังว่าจะนำหรือเอาชนะใจใครได้ หากตัวเองยังไม่สามารถชนะใจตัวเองได้เป็นลำดับแรก…ด่านนี้จึงยากสุดค่ะ พวกเราในห้องสัมมนาจึงร้องอ๋อ! มิน่าเล่า…เราไม่ควรกลั้นใจเฝ้ารอให้ผู้นำหรือนายๆ ของเราพัฒนาภาวะผู้นำในเร็ววัน เนื่องจากเราอาจตายได้เพราะต้องกลั้นใจนาน-น…มาก
ท่านหลวงปู่ชาได้สอนว่าเราต้องระวัง “ความคิด” เพราะความคิดของเราจะส่งผลกับพฤติกรรม พฤติกรรมเมื่อทำซ้ำๆ ก็จะกลายเป็นความเคยชิน ความเคยชินนั้น นานๆ เข้าก็จะกลายเป็นนิสัย ซึ่งในที่สุดเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงชะตาชีวิตของเรา
Dr. Peter Drucker หนึ่งในนักวิชาการชั้นนำของโลก พูดเรื่องภาวะผู้นำและการบริหารจัดการว่า “You are what you think” - ท่านเป็นในสิ่งที่ท่านคิดRene Descartes ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส บอกว่า “Je pense, donc je suis” - I think, therefore I am - ฉันคิด ฉันจึงเป็นทั้งหมดเริ่มจากทัศนคติ จากมุมคิด มุมมอง จาก “ใจ” ทั้งสิ้น หากจิตปิดเสียตั้งแต่แรก…เรียกว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีเลยค่ะ
ในมุมมองของผู้บริหารกลุ่มนี้ ขั้นต่อไปของการพัฒนาผู้นำคือ การขวนขวายเรียนรู้แนวทางและวิธีการใหม่ๆ ในการพัฒนาตนเองการมีใจและทัศนคติที่ดีในการพัฒนา ส่งผลให้ผู้นำไขว่คว้า หาความรู้ การเรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำ ทำได้อย่างน้อย 2 รูปแบบคือ 1. การฝึกอบรม เข้าสัมมนา เรียนรู้จากห้องเรียน หรือตำรา 2. การศึกษาแนวทางตัวอย่าง หรือต้นแบบของการเป็นผู้นำจากสถานการณ์จริง เหตุการณ์จริง คิด ทำ ตัดสินใจโดยผู้นำตัวเป็นๆ เห็นๆ กันอยู่ ยิ่งตอนนี้ยิ่งมีให้ดูมากในบ้านเมืองเรา ดูว่าเขาทำอย่างไร อะไรดีเก็บไว้ อะไรร้าย ก็ไม่ต้องใส่ใจมาก
ทั้ง 2 วิธีมีส่วนช่วยให้เรามีมุมมองใหม่ๆ ได้ขยายกรอบความคิด ยืดโลกทัศน์ หัดมองและคิดวิเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง เมื่อได้มุมมองใหม่ๆ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การนำไปลองทำ ลองปฏิบัติจริง ท่านผู้บริหารกลุ่มนี้มีความคิดตรงกันว่า ความรู้หากมีท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ถือว่ารู้ไม่จริง ไม่รู้ดีกว่า เสียเวลา เสียสมอง อาทิ ได้เรียนรู้จากตำราฝรั่งว่าผู้นำต้องรู้จักสร้างขวัญกำลังใจทีมงาน การชมผู้ที่มีผลงานดี ถือเป็นวิธีหนึ่งเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ตลอดจนเติมขวัญกำลังใจให้ลูกน้อง เ
มื่อผู้บริหารเรียนรู้แนวทางในการชม แต่ไม่เคยใช้ ก็เหมือนไม่ได้เรียน เพราะนอกจากจะลืมหมดจดในอีกไม่นาน ความเชี่ยวชาญซึ่งเกิดจากการปฏิบัติ จะขาดไปแน่นอน เมื่อจะเริ่มชมก็ขัดๆ เขินๆ ไม่มั่นใจเดี๋ยวใครจะว่ายังงู้น ยังงี้…ไม่ทำดีกว่า ดังนั้นการพัฒนาภาวะผู้นำ ต้องลองทำจริง เมื่อทำแล้วจะได้ปรับแต่งให้พอเหมาะพอดีกับองค์กรกับสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมของหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทยๆ ในหลายหน่วยงาน ชมใครแบบโจ๋งครึ่มเกินไปก็ใช่ว่าดี ใครๆ ก็มักมีคนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ เจ้าผืนเสื่อขี้อิจฉา มักก่อเรื่องรวน…ก็นายเขาชมว่าเก่ง คงไม่ต้องให้พวกเราช่วยนี่…เก่งนักพี่ก็ทำเองดีไหม ก็ผมไม่เก่งอย่างพี่ไงครับ
หากไม่ได้ลองใช้ทักษะของความเป็นผู้นำ เช่นการชมลูกน้อง ก็จะบอกไม่ได้ว่าจะปรับ จะแก้ จะเพิ่ม หรือเสริมส่วนไหนจะได้พอเหมาะลงตัว นั่นคืออีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาตัวเองในการเป็นผู้นำ คือการมองสะท้อนย้อนกลับเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อดูว่าสิ่งที่ทำไปใช้ได้หรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้ตรงตามเป้าที่วางไว้ไหม ถ้าได้เป็นเพราะทำอะไรถูกแล้ว ครั้งถัดไปจะได้ทำอีก หากไม่เป็นไปตามคาดหมาย ต้องดูว่าปัญหาอยู่ที่ใด ครั้งใหม่ต้องปรับตรงไหน ต้องลด ต้องเพิ่ม ต้องเติมอะไร…มืออาชีพต่างกับมือสมัครเล่นตรงนี้
มืออาชีพ “พันธุ์แท้” จะจดจำและเรียนรู้จากความสำเร็จปรับปรุง ขจัดจุดอ่อนจากความล้มเหลว มิได้เอาแต่เดินจ้ำอ้าว ไม่เว้นจังหวะหา “Lessons Learned”
เพราะนั่นถือเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างไม่น่าให้อภัย…เหมือนที่ตัวฉันเองกำลังเป็นอยู่ในเวลานี้….จำไว้ว่าตลอดอายุขัยของเราโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก…atom