วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

คนไม่รู้หนังสือ

เพิ่งมีโอกาสหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่่กองรวมอยู่ในห้องมาปัดฝุ่นอ่านในช่วงที่ต้องการพักสายตาจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน 
ครั้งแรกที่เลือกหยิบหนังสือเล่มนี้เพราะสะดุดตาที่ชื่อหนังสือ
"คนไม่รู้หนังสือ" เป็นวรรณกรรมที่มีรากเหง้ามาจาภาษาสวีเดน เขียนโดย "อีวาร์-ลู-ยูฮันส์ซอน" 
แปลเป็นภาษไทยโดย"บุญส่ง ชเลธร" จากสำนักพิมพ์อมรินทร์ 
จริง ๆ แล้ว "คนไม่รู้หนังสือ" เริ่มตีพิมพ์ในเมืองไทยครั้งแรกตั้งแต่เมื่อ 12 ปีที่แล้ว หรือราว ๆ ปีพ.ศ. 2539 
น่าขอบใจที่"สมอง"สั่งให้ "มือ" หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน 
แม้เหตุการณ์ทั้งหมดของ"คนไม่รู้หนังสือ" จะเกิดขึ้น ณ เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของสวีเดน แต่ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดทุกอย่างผ่านตัวอักษรได้อย่างไร้ที่ติ 
โดยเฉพาะการฉายให้เห็นภาพของผู้เขียนที่แม้ฐานะทางสังคมจะเป็นคนชั้นล่าง ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา แต่ก็พยายามที่จะไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งความรู้ ด้วยการ "อ่าน"หนังสือและอักษรทุกตัวที่ขวางหน้า
ด้วยความใฝ่รู้ "ผู้เขียน"จึงเป็นผู้ช่วยเพียงคนเดียวในบ้านที่ทำให้ "คนไม่รู้หนังสือ" หรือคนที่ผู้เขียนเรียกว่า "พ่อ" ได้มีโอกาสมี "บ้าน" เป็นของตัวเองด้วยการดำเนินการเรื่องเอกสารกับทางราชการ
นอกจากนี้ยังมี "ตัวละคร"และ "สิ่งแวดล้อม"อีกมากที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงและถ่ายทอดออกมาได้อย่าง"ลึกซึ้ง" ทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนได้ร่วมเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น "แม่" ผู้จงรักภักดีต่อ"บารอน" และคิดเสมอว่าจะได้กลับไปยังแผ่นดินแห่งโอ๊คอีกครั้ง
หรือจะเป็น "ตายาเน่" ชายชราที่มีเงิน แต่ไร้ญาติขาดมิตร ผู้กลัวการได้ไปอยู่บ้านพักคนชราจนขึ้นสมอง
และ "คนหัวหมอ"ผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า ต้องการกระชากหน้ากากบริษัทผู้ปล่อยกู้ที่หวังจะฮุบทั้งบ้านและพี่ดินของชาวบ้าน และเป็นเพียงคนเดียวที่สนับสนุนให้ "ผู้เขียน"อ่านหนังสือ
น่าเสียดายไม่น้อย ถ้าคุณยังไม่เคยอ่านหนังสืิอเล่มนี้...แต่ก็คงไม่ยากถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของ 

1201_1.jpg

ผลงานเล่มล่าสุด


Management One Night Stand 
คู่มือด้านการบริหารจัดการ
ไม่มีว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร
พนักงาน นักศึกษา และแม่ค้า
ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ
เตรียมวางแผงปลายกันยายนนี้

คนพิเศษ

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง…ท่านพูดเปรียบเปรย “คุณภาพ” ของ “คน” ระหว่าง “คนทำงานทีวี” กับ “คนทำงานหนังสือ” ว่า คนทำงานทีวีเป็นคน “พิเศษ” หรือ Ab Normal ส่วนคนทำงานหนังสือเป็นคน “ธรรมดา”หรือ Normal …พร้อมกันนั้นท่านก็ได้ขยายความถึงความพิเศษของคนทำงานทีวีซะจนยืดยาว พอจับใจความได้ว่า คนทำงานทีวีเป็นคนฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ ทุ่มเท และขยันมากกว่าคนทำงานหนังสือ โดยเฉพาะคนที่เป็น “ครีเอทีฟ”ในมุมมองของผู้ใหญ่ท่านนี้มองว่า เป็นคนที่น่ายกย่อง เพราะต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา…ส่วนคนทำงานหนังสือก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากหมาย ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า…ต่างจากคนทำงานทีวีทุกประการทั้งไม่ฉลาด ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ทุ่มเท และไม่ขยัน…สรุปว่าเป็นคนไม่มีคุณภาพ

****

เราในฐานะคนทำหนังสือ แม้จะอยู่ในวงการนี้มาแค่ 5 ปีแต่ก็มองเห็นอะไรหลายอย่างที่พอจะค้านได้ว่าคนทำหนังสือไม่ใช่คนไม่มีคุณภาพ…หลายท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงพอจะจำกันได้ถึงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ไม่ว่าจะเป็นเหตุลการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหตุการณ์ปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล และเหตุการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย…สื่อหนังสือพิมพ์เป็นสื่อเดียวที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ผู้คนคล้อยตาม หรือ ต่อต้าน…(ไม่เชื่อลองหาโอกาสคุยกับผู้รู้ท่านอื่นดูก็ได้รับรองว่าท่านจะได้คำตอบที่ไม่ต่างจากนี้อย่างแน่นอน)

บางคนอาจจะเถียงอยู่ในใจว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบดู(ทีวี)มากกว่า…

ถ้าคนทำหนังสือเป็นคนไม่มีคุณภาพ…แล้วเหตุใดบนโลกนี้ถึงมีนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักแปล และนักข่าว เก่ง ๆ มากหน้าหลายตา บางคนได้รับการยอมรับถึงระดับโลก มีรางวัลการันตีจากหลากหลายเวที…แน่นอนว่าสื่อทีวีอาจจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความเร็ว สด และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วถึงกว่า…แต่นั่นไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าคนทำทีวีจะเป็นคนคุณภาพเสียหมด

ถ้าท่านตัดสินเช่นนี้…ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับคนสมัยเก่าที่หลงใน “ภาพลักษณ์” มากกว่า “ความจริง” ท่านคัดคนเข้าทำงานเพียงแค่มองว่าเขาหรือเธอจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงหรือไม่…ท่านมองว่าคนนี้ไม่น่าจะเป็นขโมยเพราะบ้านเขารวย…ท่านมองว่าคน ๆ นี้ต้องมีแฟนแล้วเพราะเขาสวย…ทั้งหมดนี้เพราะท่านตัดสินทุกอย่างจากภาพลักษณ์ ไม่ใช่จากความเป็นจริง

ธุรกิจ vs ความรู้สึก

ในการทำธุรกิจเรื่องของหัวใจและความรู้สึกลึก ๆ ข้างในนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยพูดถึง

การตัดสินใจด้วยหัวใจโดยให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึก คือ เรื่องต้องห้าม

ความต้องการตัวตนที่แท้จริงถูกซ่อนไว้ลึกจนยากที่จะหยั่งถึง

การไต่ถามสารทุกข์สุขดิบระหว่างเจ้านายกับลูกน้องไม่เคยกินเวลาเกินสามนาที

ส่วนการพูดเรื่องส่วนตัวในเวลาทำงาน คือ ความผิดและการเสียเวลาที่น่าตำหนิ...

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากใจจริงแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในที่ประชุม...

และการร้องให้ในที่ทำงานก็คือเครื่องหมายของความอ่อนหัดและความไม่เป็นมืออาชีพโดยสิ้นเชิง....atom

ลุกออกจากความรู้สึก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสดีได้ร่วมสัมมนากับผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายองค์กรชั้นนำของประเทศ ประเด็นที่เราถกกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด คือเรื่องการพัฒนา ผู้นำ” ขององค์กรซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่แทบทุกหน่วยงานต่างปวดเศียรเวียนเกล้าเล่าว่ายากหนักหนา

กระนั้นก็ดี แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญแต่ต่างเห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องทำ เพราะองค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันตระหนักถึงความสำคัญของผู้นำต่อความสำเร็จขององค์กร จะรุ่ง หรือจะริ่ง จะวิ่งถึงเส้นชัย หรือไม่ติดแม้รอบแรก  จะมีทีมที่พร้อมจะ แตกต่าง” แต่ไม่ แตกแยก” หรือ ตบตี” กันเองเรื่อยไปขึ้นกับผู้นำทั้งสิ้น

        จากการหารือกับผู้นำกลุ่มนี้ เราสรุปกันได้ว่ามีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาผู้นำ ปัจจัยนี้เป็นได้ทั้งอุปสรรคที่ดักอยู่ เป็นศัตรูตัวฉกาจ หรือเป็นพลังผักดัน เป็นตัวสร้างสรรค์ ส่งให้การพัฒนาผู้นำทำได้ดังใจ ปัจจัยนั้นคืออะไร  “ใจ” ผู้นำเองค่ะ  

ในการพัฒนาผู้นำ หากเจ้าตัวไม่เอาด้วย ไม่เห็นความสำคัญ มีอัตตาสูง…ฉันไม่เก่งอย่างนี้มีหรือจะอยู่ตรงหัวแถวได้ ทำตนเป็นน้ำเต็มแก้ว รินเพิ่มเท่าไรมีแต่จะล้นเอ่อ  หากผู้นำเปิดใจ กระหาย ใคร่รู้ อยากดูว่าคนอื่นเขาทำอย่างไรหนอ เราจะพอเรียนรู้จากเขาได้บ้างไหม มันน่าจะมีวิธีใหม่ๆ ให้ลองบ้าง เรียนรู้ที่จะมองตัวเองแบบขำๆ ยอมรับว่าผิดได้ ผิดเป็นไม่เห็นแปลก

บางครั้งเราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าจากความสำเร็จเสียด้วยซ้ำ

หากผู้นำผ่านด่านแรก โดยพร้อมเปิดใจ พร้อมเปิดมุมมอง ลองเล็งตัวเองจากมุมซ้าย มุมขวาเพื่อหาที่พัฒนา ผู้นำท่านนั้นจึงจะเริ่มมีโอกาสในการสร้างหรือเสริมภาวะผู้นำของตนเอง

อย่าพึงหวังว่าจะนำหรือเอาชนะใจใครได้ หากตัวเองยังไม่สามารถชนะใจตัวเองได้เป็นลำดับแรก…ด่านนี้จึงยากสุดค่ะ  พวกเราในห้องสัมมนาจึงร้องอ๋อ! มิน่าเล่า…เราไม่ควรกลั้นใจเฝ้ารอให้ผู้นำหรือนายๆ ของเราพัฒนาภาวะผู้นำในเร็ววัน เนื่องจากเราอาจตายได้เพราะต้องกลั้นใจนาน-น…มาก 

 ท่านหลวงปู่ชาได้สอนว่าเราต้องระวัง “ความคิด” เพราะความคิดของเราจะส่งผลกับพฤติกรรม พฤติกรรมเมื่อทำซ้ำๆ ก็จะกลายเป็นความเคยชิน ความเคยชินนั้น นานๆ เข้าก็จะกลายเป็นนิสัย ซึ่งในที่สุดเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงชะตาชีวิตของเรา  

 Dr. Peter Drucker หนึ่งในนักวิชาการชั้นนำของโลก พูดเรื่องภาวะผู้นำและการบริหารจัดการว่า “You are what you think” - ท่านเป็นในสิ่งที่ท่านคิดRene Descartes ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส บอกว่า  “Je pense, donc je suis” -  I think, therefore I am - ฉันคิด ฉันจึงเป็นทั้งหมดเริ่มจากทัศนคติ จากมุมคิด มุมมอง จาก ใจ” ทั้งสิ้น  หากจิตปิดเสียตั้งแต่แรก…เรียกว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีเลยค่ะ 

 ในมุมมองของผู้บริหารกลุ่มนี้ ขั้นต่อไปของการพัฒนาผู้นำคือ  การขวนขวายเรียนรู้แนวทางและวิธีการใหม่ๆ ในการพัฒนาตนเองการมีใจและทัศนคติที่ดีในการพัฒนา ส่งผลให้ผู้นำไขว่คว้า หาความรู้  การเรียนรู้เรื่องภาวะผู้นำ ทำได้อย่างน้อย รูปแบบคือ   1.       การฝึกอบรม เข้าสัมมนา เรียนรู้จากห้องเรียน หรือตำรา 2.        การศึกษาแนวทางตัวอย่าง หรือต้นแบบของการเป็นผู้นำจากสถานการณ์จริง เหตุการณ์จริง คิด ทำ ตัดสินใจโดยผู้นำตัวเป็นๆ เห็นๆ กันอยู่ ยิ่งตอนนี้ยิ่งมีให้ดูมากในบ้านเมืองเรา ดูว่าเขาทำอย่างไร อะไรดีเก็บไว้ อะไรร้าย ก็ไม่ต้องใส่ใจมาก  

ทั้ง วิธีมีส่วนช่วยให้เรามีมุมมองใหม่ๆ ได้ขยายกรอบความคิด ยืดโลกทัศน์ หัดมองและคิดวิเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง เมื่อได้มุมมองใหม่ๆ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การนำไปลองทำ ลองปฏิบัติจริง ท่านผู้บริหารกลุ่มนี้มีความคิดตรงกันว่า ความรู้หากมีท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด ถือว่ารู้ไม่จริง ไม่รู้ดีกว่า เสียเวลา เสียสมอง  อาทิ ได้เรียนรู้จากตำราฝรั่งว่าผู้นำต้องรู้จักสร้างขวัญกำลังใจทีมงาน การชมผู้ที่มีผลงานดี ถือเป็นวิธีหนึ่งเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ตลอดจนเติมขวัญกำลังใจให้ลูกน้อง  

มื่อผู้บริหารเรียนรู้แนวทางในการชม แต่ไม่เคยใช้ ก็เหมือนไม่ได้เรียน เพราะนอกจากจะลืมหมดจดในอีกไม่นาน ความเชี่ยวชาญซึ่งเกิดจากการปฏิบัติ จะขาดไปแน่นอน เมื่อจะเริ่มชมก็ขัดๆ เขินๆ ไม่มั่นใจเดี๋ยวใครจะว่ายังงู้น ยังงี้…ไม่ทำดีกว่า  ดังนั้นการพัฒนาภาวะผู้นำ ต้องลองทำจริง เมื่อทำแล้วจะได้ปรับแต่งให้พอเหมาะพอดีกับองค์กรกับสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมของหน่วยงาน  ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทยๆ ในหลายหน่วยงาน ชมใครแบบโจ๋งครึ่มเกินไปก็ใช่ว่าดี ใครๆ ก็มักมีคนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ เจ้าผืนเสื่อขี้อิจฉา มักก่อเรื่องรวน…ก็นายเขาชมว่าเก่ง คงไม่ต้องให้พวกเราช่วยนี่…เก่งนักพี่ก็ทำเองดีไหม ก็ผมไม่เก่งอย่างพี่ไงครับ   

หากไม่ได้ลองใช้ทักษะของความเป็นผู้นำ เช่นการชมลูกน้อง ก็จะบอกไม่ได้ว่าจะปรับ จะแก้ จะเพิ่ม หรือเสริมส่วนไหนจะได้พอเหมาะลงตัว  นั่นคืออีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาตัวเองในการเป็นผู้นำ คือการมองสะท้อนย้อนกลับเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง  

ทั้งนี้เพื่อดูว่าสิ่งที่ทำไปใช้ได้หรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้ตรงตามเป้าที่วางไว้ไหม ถ้าได้เป็นเพราะทำอะไรถูกแล้ว ครั้งถัดไปจะได้ทำอีก หากไม่เป็นไปตามคาดหมาย ต้องดูว่าปัญหาอยู่ที่ใด ครั้งใหม่ต้องปรับตรงไหน ต้องลด ต้องเพิ่ม ต้องเติมอะไร…มืออาชีพต่างกับมือสมัครเล่นตรงนี้  

มืออาชีพ พันธุ์แท้” จะจดจำและเรียนรู้จากความสำเร็จปรับปรุง ขจัดจุดอ่อนจากความล้มเหลว มิได้เอาแต่เดินจ้ำอ้าว ไม่เว้นจังหวะหา “Lessons Learned”

เพราะนั่นถือเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างไม่น่าให้อภัย…เหมือนที่ตัวฉันเองกำลังเป็นอยู่ในเวลานี้….จำไว้ว่าตลอดอายุขัยของเราโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก…atom